ข้อแนะนำง่ายๆ! สำหรับคนเป็นฝ้าเลือด ฝ้าแดด
ปัญหารอยฝ้าทำร้ายผิวหน้า ทั้งฝ้าแดด ฝ้าเลือด ไม่รู้จะเริ่มรักษาอย่างไรจึงจะดี และปลอดภัยกับผิวหน้าจริงๆ มาลองรักษาตามวิธีของ Herb & Her กันดีกว่าค่ะ :)
ฝ้าเลือด
“ฝ้าเลือด” เกิดจากเส้นเลือดบริเวณใบหน้ามีปัญหา เสียสภาพ ไม่สามารถกักเก็บเลือดได้ ทำให้เลือดซึมออกมาที่บริเวณใต้ผิวหนัง และยังเป็นฝ้าที่คนไทยนิยมเป็นกันมากที่สุด ส่วนใหญ่คนที่เป็นฝ้าเลือด มักจะมีปัญหาเรื่องผิวบาง แสบผิวเวลาโดนแดด บางรายทาครีมก็แสบผิว การบำรุงรักษา จึงต้องเริ่มจากการฟื้นฟูผิวและป้องกันผิวไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิด “ฝ้าเลือด” มีดังนี้
• การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
• การทานยาที่มีส่วนประกอบคล้ายๆฮอร์โมน เช่น ยาคุม ยากันชัก
• การทาครีมหน้าขาวที่ไม่ได้มาตรฐาน
• การลอกผิวด้วยสารเคมี ตามสถาบันความงาม หรือซื้อครีมลอกผิวมาใช้เอง
• การทำเลเซอร์ แล้วดูแลผิวหน้าหลังเลเซอร์ไม่ดี
วิธีดูแล รักษาฝ้าเลือด
1 ⇒ หยุดใช้ครีมที่ก่อให้เกิดผิวบอบบางอย่างสารไฮโดรคิวโน และสารเสตียรอยในรูปแบบครีมหน้าขาวตามอินเตอร์เนต ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. ซึ่งครีมเหล่านี้จะทำร้ายผิวหน้าให้บางลง และไวต่อแดดทำให้เกิดฝ้าแดดตามมาจนเป็นฝ้าฝังลึก คนที่เป็นฝ้าเลือดก็จะมีฝ้าที่ชัดขึ้น และทำให้รักษาฝ้ายากมากยิ่งขึ้น
2 ⇒ ทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพราะครีมกันแดดจะช่วยบรรเทารังสี UV และความร้อนจากแสงแดด จอคอมพิวเตอร์ จอมือถือ และความร้อนจากหลอดไฟได้ระดับหนึ่ง ทำให้รอยฝ้าเลือดสีจางลงได้ เพราะฝ้าเลือดมักจะเข้มเมื่อเจอความร้อนนั่นเอง (นอกจากทาครีมกันแดดแล้วก็ควรสวมหมวกปีก หรือกางร่มเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานานๆด้วย)
3 ⇒ ทานยาปรับธาตุในร่างกาย หรือยาฟอกเลือดที่เป็นยาจีนหรือนาไทยก็ได้ ยาเหล่านี้จะช่วยปรับธาตุในร่างกายให้สมดุลขึ้น ส่วนยาฟอกเลือดจะช่วยขับสารพิษในเลือดทำให้เลือดสะอาดสีเลือดไม่เข้มหรืออ่อนเกินไป เมื่อร่างกายได้ปรับสมดุล และเลือดสะอาดขึ้นแล้ว รอยฝ้าเลือดก็จะค่อยๆจางลงได้ (หากไม่แน่ใจว่าควรทานยาชนิดไหน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้อ)
4 ⇒ ทาครีมรักษาฝ้าจากสารสกัดธรรมชาติ ที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และบำรุงเซลล์ผิว เช่น กลุ่มแคโรทีนอยด์ Vitamin C, E ครีมรักษาฝ้าเหล่านี้จะช่วยปรับสีผิวโดยรอบของฝ้าให้ค่อยๆกระจ่างใสขึ้นได้ ทำให้รอยฝ้าค่อยๆจาง
5 ⇒ ทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักและผลไม้หลากสีเพื่อบำรุงผิว การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้ฝ้าจางลงได้
หมายเหตุ : หากอาการรักษาฝ้าไม่ดีขึ้น ควรไปพบ หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อรับยารักษาฝ้า และปรึกษาคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อได้รับการรักษาฝ้าให้ดีขึ้นตามลำดับ
ฝ้าแดด
“ฝ้าแดด” เกิดจาก รังสี UVA ทำร้ายผิวหน้า ซึ่งรังสียูวีเอจะมีช่วงคลื่นที่ยาวกว่ารังสียูวีบี จึงสามารถทำลายผิวได้ลึก จนเม็ดสีเมลานินทำงานหนักขึ้น เนื่องจากเม็ดสีเมลานินนั้นมีหน้าที่กรองรังสียูวี เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้น จนเกิดเป็นรอยดำ ที่เรียกว่า “ฝ้าแดด” นั่นเอง
นอกจาก “แสงแดด” จะทำให้เกิดฝ้าได้แล้ว ความร้อนจากเตา แสงไฟ เครื่องสำอาง ยาคุม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และกรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน
วิธีดูแล รักษาฝ้าแดด
1 ⇒ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 30-50 PA+++ ก่อนออกจากบ้าน 145นาที และควรทาระหว่างวันอีกครั้ง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดที่ดียิ่งขึ้น และอย่าลืมหลีกเลี่ยงการกระทบกับแสงแดด และความร้อนจากไฟนีออน จอคอมพิวเตอร์ และจอคอมเป็นเวลานานๆ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถปล่อยคลื่นรังสี UV ทำร้ายผิวให้เกิดรอยไหม้คล้ำได้เช่นกัน
2 ⇒ ใช้ครีมรักษาฝ้าที่ไม่มีสารเคมีทำร้ายผิว เช่นครีมรักษาฝ้าที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ อาร์บูติน กรดโคจิก AHA วิตามินซี และสารสกัดอื่นๆที่ช่วยลดรอยฝ้า กระ เช่น กรดแอเซเลอิค และกรดเรตินอยด์ ซึ่งจะเป็นกรดที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวคล้ำให้หลุดลอกได้ ฝ้าจึงค่อยๆจางลงได้
3 ⇒ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ วิตามินซีอย่าง ส้ม แอปเปิ้ล มะละกอ แตงโมง รวมถึงผักใบเขียวต่างๆด้วย เมื่อร่างกายได้รับประทานสิ่งเหล่านี้เข้าไป จะช่วยในการขับถ่าย ขับล้างสารพิษในร่างกาย ฝ้า กระ ก็จะค่อยๆทุเลาลง
4 ⇒ พอกหน้าด้วยสมุนไพรรักษาฝ้า เช่น หัวไชเท้า ว่านหางจระเข้ แตงกวา และแครอท เป็นต้น สมุนไพรเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า และช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าได้ดี ทำให้ฝ้าค่อยๆจางลง
5 ⇒ ใช้เลเซอร์รักษาฝ้า หากฝ้าแดดที่เป็นอยู่ฝังลึกเป็นเวลานาน ควรใช้เลเซอร์เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะเลเซอร์ทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างผิวใหม่ขึ้น แต่สามารถเจาะจงบริเวณที่จะทำการรักษาได้เนื่องจากแพทย์ผิวหนังสามารถควบคุมความเข้มข้นของการรักษาได้ ลำแสงเลเซอร์สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ผิวหนังชั้นบนสุดจนถึงผิวหนังชั้นล่างสุด
เพิ่มเติม - หลังทำเลเซอร์ควรปฏิบัติตามที่แพทย์กำหนด เพราะอาจทำให้ ผิวบอบบางไวต่อแดด และฝ้าฝังลึกยิ่งกว่าเดิม
หมายเหตุ : หากอาการรักษาฝ้าไม่ดีขึ้น ควรไปพบ หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อรับยารักษาฝ้า และปรึกษาคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อได้รับการรักษาฝ้าให้ดีขึ้นตามลำดับ
การรักษาฝ้าจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการรักษาฝ้าให้ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับด้วยวิธีการธรรมชาติ ซึ่งดีกว่าการรักษาฝ้าด้วยสารเคมี นึงแม้จะเห็นผลไวกว่าวิธีธรรมชาติก็จริง แต่หลังจากหยุดใช้ ปัญหาผิวหน้าก็จะตามมาทำร้ายคุณหนักกว่าเดิมแน่นอน ดังนั้น มารักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ และเลือกใช้ครีมรักษาฝ้าสูตรสมุนไพรกันดีกว่าค่ะ :)